รู้จักระบบ WMS พร้อมเทคนิคคุมสต็อกด้วย Excel มืออาชีพ

รู้จักระบบ WMS พร้อมเทคนิคคุมสต็อกด้วย Excel มืออาชีพ

รู้จักระบบ WMS พร้อมเทคนิคคุมสต็อกด้วย Excel มืออาชีพ

เริ่มต้นธุรกิจใหม่ สินค้าเต็มสต็อก ออเดอร์เริ่มเข้ามา แต่… เดี๋ยวก่อน! คุณเคยเจอปัญหาเหล่านี้ไหม? สินค้าในสต็อกไม่ตรงกับความเป็นจริง หาของไม่เจอ ส่งผิด ส่งช้า ลูกค้าเริ่มบ่น พนักงานวุ่นวาย นี่คือสัญญาณเตือนว่า “การจัดการคลังสินค้า” ของคุณอาจกำลังมีปัญหา!

สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ การบริหารจัดการสต็อกสินค้าให้มีประสิทธิภาพคือหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จ แต่จะเริ่มต้นอย่างไร? หลายคนอาจนึกถึง ระบบ WMS (Warehouse Management System) แต่ก็ยังลังเลว่าจำเป็นจริงหรือ? หรือบางคนอาจเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยโปรแกรม Excel ที่คุ้นเคย แต่จะทำอย่างไรให้ “มืออาชีพ” พอที่จะรองรับการเติบโต?

ในฐานะ Cnetthailand ผู้นำด้านระบบจัดการคลังสินค้า WMS แบบครบวงจร ที่ได้รับความไว้วางใจ ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี และครองยอดขายอันดับ 1 ในญี่ปุ่นต่อเนื่อง 11 ปี เราเข้าใจความท้าทายของผู้ประกอบการมือใหม่เป็นอย่างดี วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับระบบ WMS อย่างลึกซึ้ง ว่าคืออะไร? ทำหน้าที่อะไรบ้างในคลังสินค้า? และที่สำคัญ เราจะมอบ “เทคนิคการคุมสต็อกด้วยโปรแกรม Excel แบบมืออาชีพ” เป็นแนวทางให้คุณเริ่มต้นจัดการสต็อกได้อย่างมั่นใจ พร้อมปูทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ระบบ WMS ลดความผิดพลาดในคลังสินค้าได้อย่างไร

ระบบ WMS คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญ

ระบบ WMS (Warehouse Management System) พูดง่ายๆ คือ ซอฟต์แวร์และกระบวนการที่ออกแบบมาเพื่อควบคุม บริหารจัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทั้งหมดภายในคลังสินค้า ตั้งแต่สินค้าเข้ามาจนกระทั่งถูกส่งออกไป

ลองนึกภาพคลังสินค้าที่ไม่มีระบบ WMS พนักงานอาจต้องใช้เอกสารกระดาษในการจดบันทึกการรับเข้า-จ่ายออก, การค้นหาสินค้าทำได้ยากและเสียเวลา, การจัดลำดับการหยิบสินค้าไม่มีประสิทธิภาพ, ข้อมูลสต็อกไม่แม่นยำ ทำให้เกิดปัญหาสินค้าหมดอายุ สินค้าค้างสต็อก หรือสินค้าสูญหายได้ง่าย

ระบบ WMS เข้ามาแก้ปัญหา

  1. เพิ่มความแม่นยำของข้อมูลสต็อก (Inventory Accuracy) หัวใจหลักของระบบคลังสินค้า WMS คือการบันทึกข้อมูลสินค้าแบบเรียลไทม์ ผ่านการใช้เทคโนโลยี เช่น บาร์โค้ด, QR Code, หรือ RFID ทำให้คุณทราบจำนวนและตำแหน่งของสินค้าแต่ละชิ้นได้อย่างแม่นยำ ลดปัญหาสต็อกผิดพลาดได้อย่างมหาศาล
  2. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Operational Efficiency) โปรแกรมระบบคลังสินค้า WMS ช่วยวางแผนและจัดการลำดับงานต่างๆ ในคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การกำหนดเส้นทางการหยิบสินค้าที่สั้นที่สุด (Optimized Picking Routes), การแนะนำตำแหน่งจัดเก็บที่เหมาะสม (Optimized Putaway), การจัดการลำดับความสำคัญของงาน ทำให้พนักงานทำงานได้รวดเร็วขึ้นและเหนื่อยน้อยลง
  3. เพิ่มทัศนวิสัยและการมองเห็น (Visibility & Traceability) คุณสามารถติดตามสถานะของสินค้าได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่รับเข้า จัดเก็บ หยิบ แพ็ค ไปจนถึงจัดส่ง ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ง่ายเมื่อเกิดปัญหา และมองเห็นภาพรวมการทำงานทั้งหมดในคลังสินค้า
  4. ลดต้นทุนการดำเนินงาน (Cost Reduction) ความแม่นยำและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่การลดต้นทุนในหลายๆ ด้าน ทั้งต้นทุนแรงงาน (ทำงานน้อยลงแต่ได้ผลมากขึ้น), ต้นทุนจากการสต็อกสินค้าผิดพลาด (ลดสินค้าหมดอายุ/เสียหาย/สูญหาย), และต้นทุนพื้นที่จัดเก็บ (ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่าขึ้น)
  5. เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) เมื่อสต็อกแม่นยำ การจัดส่งรวดเร็วและถูกต้อง ลูกค้าย่อมได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น นำไปสู่ความภักดีและการซื้อซ้ำ
  6. รองรับการเติบโตของธุรกิจ (Scalability) ระบบ WMS ที่ดีสามารถปรับขนาดและเพิ่มฟังก์ชันการทำงานเพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมและขนาดของคลังสินค้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้
เจาะลึก! 7 หน้าที่สำคัญ ของระบบ WMS ในคลังสินค้า

เจาะลึก! หน้าที่สำคัญของระบบ WMS ในคลังสินค้า

ระบบคลังสินค้า WMS ไม่ใช่แค่โปรแกรมบันทึกสต็อก แต่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่เข้ามาจัดการกระบวนการหลักๆ ทั้งหมดในคลังสินค้า ดังนี้

  1. การรับสินค้า (Receiving)
  • หน้าที่ของระบบ WMS ตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าที่รับเข้าเทียบกับใบสั่งซื้อ (PO), บันทึกข้อมูลสินค้า (SKU, จำนวน, ล็อต, วันหมดอายุ) เข้าระบบทันที, พิมพ์ป้ายบาร์โค้ด/QR Code เพื่อติดบนสินค้าหรือพาเลท ทำให้ง่ายต่อการติดตามในขั้นตอนต่อไป
  • ผลลัพธ์ ลดข้อผิดพลาดจากการรับสินค้าผิดหรือจำนวนไม่ตรง, ทราบข้อมูลสินค้าเข้าระบบทันที
  1. การจัดเก็บ (Putaway)
  • หน้าที่ของระบบ WMS แนะนำตำแหน่งจัดเก็บที่เหมาะสมที่สุด โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ประเภทสินค้า, ขนาด, น้ำหนัก, ความถี่ในการหยิบ (Fast-Moving vs. Slow-Moving), หลักการ FIFO (First-In, First-Out) หรือ FEFO (First-Expired, First-Out) เพื่อป้องกันสินค้าหมดอายุ
  • ผลลัพธ์ ใช้พื้นที่คลังสินค้าได้เต็มประสิทธิภาพ, ลดเวลาในการค้นหาสินค้า, จัดเก็บสินค้าอย่างเป็นระบบระเบียบ
  1. การจัดการสต็อก (Inventory Management)
  • หน้าที่ของระบบ WMS ติดตามจำนวนและตำแหน่งของสินค้าแบบเรียลไทม์, รองรับการตรวจนับสต็อกแบบ Cycle Count (นับทีละส่วน) หรือ Physical Count (นับทั้งหมด), จัดการการโอนย้ายสินค้าระหว่างตำแหน่ง, แจ้งเตือนเมื่อสต็อกใกล้ถึงจุดสั่งซื้อ (Reorder Point)
  • ผลลัพธ์ ข้อมูลสต็อกแม่นยำสูงสุด, ลดปัญหาสินค้าขาด/เกิน, วางแผนการสั่งซื้อได้ดีขึ้น
  1. การหยิบสินค้า (Picking)
  • หน้าที่ของระบบ WMS สร้างใบหยิบสินค้า (Picking List) ที่จัดลำดับและเส้นทางการหยิบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด, รองรับกลยุทธ์การหยิบที่หลากหลาย (เช่น Zone Picking, Wave Picking, Batch Picking), ตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าที่หยิบด้วยการสแกนบาร์โค้ด
  • ผลลัพธ์ ลดเวลาและระยะทางในการหยิบสินค้า, เพิ่มความเร็วในการเตรียมออเดอร์, ลดข้อผิดพลาดในการหยิบผิด
  1. การแพ็คสินค้า (Packing)
  • หน้าที่ของระบบ WMS ตรวจสอบความครบถ้วนของสินค้าในแต่ละออเดอร์ก่อนแพ็ค, แนะนำขนาดกล่องที่เหมาะสม, พิมพ์เอกสารที่จำเป็น (เช่น ใบกำกับสินค้า, ใบปะหน้าพัสดุ)
  • ผลลัพธ์ มั่นใจได้ว่าสินค้าที่ส่งออกไปครบถ้วนถูกต้อง, ลดข้อผิดพลาดในการแพ็ค
  1. การจัดส่ง (Shipping)
  • หน้าที่ของระบบ WMS บันทึกข้อมูลการจัดส่ง, เชื่อมต่อกับระบบของบริษัทขนส่ง (บางระบบ), จัดการสถานะการจัดส่ง
  • ผลลัพธ์ กระบวนการจัดส่งราบรื่นขึ้น, ติดตามสถานะการส่งได้ง่าย
  1. การรายงานและวิเคราะห์ (Reporting & Analytics)
  • หน้าที่ของระบบ WMS รวบรวมข้อมูลการทำงานทั้งหมดและแสดงผลในรูปแบบรายงานที่เข้าใจง่าย, วิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานในด้านต่างๆ (KPIs) เช่น ความแม่นยำของสต็อก, ระยะเวลาในการหยิบสินค้า, อัตราความผิดพลาด, การใช้พื้นที่คลังสินค้า
  • ผลลัพธ์ ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นภาพรวม, ตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีข้อมูล, และหาจุดที่ต้องปรับปรุงพัฒนาต่อไป

เมื่อยังไม่พร้อมสำหรับ WMS เต็มรูปแบบ สอนคุมสต็อกด้วย Excel แบบมืออาชีพ

สำหรับผู้ประกอบการที่อาจจะเพิ่งเริ่มต้น ธุรกิจขนาดเล็ก หรือมีงบประมาณจำกัด การลงทุนในระบบ WMS อาจจะยังเป็นเรื่องไกลตัว แต่การปล่อยให้การจัดการสต็อกเป็นไปตามยถากรรมก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดี การใช้โปรแกรม Microsoft Excel ซึ่งเป็นเครื่องมือที่หลายคนคุ้นเคยอยู่แล้ว มาช่วยในการควบคุมสต็อกอย่างเป็นระบบ ก็สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาดได้ในระดับหนึ่ง

5 เทคนิคการคุมสต็อกด้วย Excel แบบมืออาชีพ

เทคนิคการคุมสต็อกด้วย Excel แบบมืออาชีพ

  1. ออกแบบตารางข้อมูล (Data Structure is Key)
  • Sheet หลัก (Master Stock) สร้างตารางหลักสำหรับบันทึกข้อมูลสินค้าทั้งหมด ควรมีคอลัมน์ที่จำเป็นครบถ้วน เช่น
  • รหัสสินค้า (SKU) Unique Identifier ห้ามซ้ำ
    • ชื่อสินค้า (Product Name)รายละเอียด (Description)หน่วยนับ (Unit) ชิ้น, กล่อง, กิโลกรัมตำแหน่งจัดเก็บ (Location) ระบุโซน, แถว, ชั้น ให้ชัดเจน (เช่น A-01-01)ราคาต้นทุน (Cost Price)ราคาขาย (Selling Price)จุดสั่งซื้อ (Reorder Point) จำนวนสต็อกขั้นต่ำที่ต้องสั่งซื้อเพิ่มจำนวนสั่งซื้อมาตรฐาน (Standard Order Qty)ผู้จัดจำหน่าย (Supplier)
    • สถานะสินค้า (Status) Active, Inactive, Discontinued
  • Sheet บันทึกความเคลื่อนไหว (Transaction Log) สร้างตารางแยกสำหรับบันทึกทุกการรับเข้า-จ่ายออก ควรมีคอลัมน์
    • วันที่ (Date)เวลา (Time)ประเภทรายการ (Transaction Type) รับเข้า (IN), จ่ายออก (OUT), ปรับปรุง (ADJ)เลขที่เอกสารอ้างอิง (Reference No.) เลขที่ PO, Invoice, ใบเบิกรหัสสินค้า (SKU)จำนวน (Quantity) ใส่เครื่องหมาย + สำหรับรับเข้า, – สำหรับจ่ายออกผู้ทำรายการ (User)
    • หมายเหตุ (Note)
  1. ใช้สูตรคำนวณยอดคงเหลืออัตโนมัติ (Automate Balance Calculation)
  • ใน Sheet หลัก (Master Stock) เพิ่มคอลัมน์ ยอดคงเหลือ (Current Balance)
    • ใช้สูตร SUMIFS เพื่อดึงผลรวมจำนวนจาก Sheet บันทึกความเคลื่อนไหว โดยอ้างอิงจาก รหัสสินค้า (SKU)
    • ตัวอย่างสูตรในเซลล์ยอดคงเหลือ =SUMIFS(‘Transaction Log’!D:D, ‘Transaction Log’!E:E, [@[รหัสสินค้า (SKU)]]) (สมมติว่า คอลัมน์ D ใน Transaction Log คือ Quantity และ คอลัมน์ E คือ SKU, และ [@[รหัสสินค้า (SKU)]] คือเซลล์ SKU ในแถวปัจจุบันของ Master Stock)
    • สำคัญ ต้องมั่นใจว่าการบันทึกใน Transaction Log ถูกต้อง (ใช้ + สำหรับเข้า, – สำหรับออก)
  1. สร้างระบบแจ้งเตือนสต็อกต่ำ (Low Stock Alert)
  • ใน Sheet หลัก (Master Stock) ใช้ การจัดรูปแบบตามเงื่อนไข (Conditional Formatting)
    • สร้างกฎ (Rule) ว่า ถ้ายอดคงเหลือ (Current Balance) <= จุดสั่งซื้อ (Reorder Point) ให้เปลี่ยนสีพื้นหลังเซลล์ยอดคงเหลือเป็นสีแดง หรือสีที่เห็นได้ชัดเจน
    • วิธีนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมสินค้าที่ต้องสั่งซื้อเพิ่มได้อย่างรวดเร็ว
  1. จัดระเบียบและวิเคราะห์ข้อมูล (Organize & Analyze)
  • การกรอง (Filter) ใช้ฟังก์ชัน Filter เพื่อกรองดูข้อมูลเฉพาะที่ต้องการ เช่น สินค้าที่มียอดคงเหลือต่ำกว่าจุดสั่งซื้อ, สินค้าจากผู้จัดจำหน่ายรายใดรายหนึ่ง, สินค้าในตำแหน่งจัดเก็บที่ต้องการ
    • การเรียงลำดับ (Sort) เรียงข้อมูลตามรหัสสินค้า, ชื่อสินค้า, ยอดคงเหลือ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา
    • PivotTable ใช้ PivotTable สรุปข้อมูลความเคลื่อนไหวสินค้า วิเคราะห์ยอดขายตามช่วงเวลา หรือดูปริมาณการรับเข้า-จ่ายออกของสินค้าแต่ละรายการ ซึ่งจะช่วยในการพยากรณ์และวางแผนได้ดียิ่งขึ้น
  1. กำหนดมาตรฐานและวินัยในการบันทึกข้อมูล (Standardization & Discipline)
  • หัวใจสำคัญที่สุดของการใช้ Excel คือ “ความสม่ำเสมอและวินัย”
    • กำหนดรูปแบบการบันทึกข้อมูลที่ชัดเจน (เช่น รูปแบบวันที่, ตัวย่อ) และบังคับใช้กับทุกคนที่เกี่ยวข้อง
    • บันทึกข้อมูลทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวของสินค้า ทันที เพื่อให้ข้อมูลใกล้เคียง Real-time มากที่สุด
    • มีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเป็นประจำ (Audit) อาจจะสุ่มนับสต็อกจริงเทียบกับใน Excel

ข้อจำกัดของการใช้ Excel และเมื่อไหร่ควรพิจารณา WMS

แม้ Excel จะเป็นเครื่องมือเริ่มต้นที่ดี แต่ก็มีข้อจำกัดเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น

  • เสี่ยงต่อ Human Error สูง การพิมพ์ผิด, ลบสูตร, บันทึกข้อมูลซ้ำซ้อน หรือลืมบันทึก เกิดขึ้นได้ง่าย
  • ไม่ใช่ Real-time ข้อมูลจะอัปเดตก็ต่อเมื่อมีการบันทึกด้วยมือเท่านั้น
  • ความซับซ้อนในการจัดการ ไฟล์ Excel อาจมีขนาดใหญ่ ทำงานช้า และจัดการยากเมื่อมีข้อมูลจำนวนมาก หรือมีผู้ใช้งานหลายคนพร้อมกัน
  • ขาดความสามารถขั้นสูง ไม่มีฟังก์ชันแนะนำตำแหน่ง, จัดเส้นทางหยิบ, เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Barcode/RFID หรือระบบอื่น (เช่น ERP, บัญชี) โดยตรง
  • การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ยาก การติดตาม Lot หรือ Serial Number ทำได้ยากและซับซ้อนกว่าระบบคลังสินค้า WMS
  • ความปลอดภัยของข้อมูล เสี่ยงต่อการที่ไฟล์จะเสียหาย หรือข้อมูลรั่วไหลได้ง่ายกว่าระบบเฉพาะทาง

สัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาอัปเกรดสู่ระบบ WMS

  • ปริมาณธุรกรรมในคลังสินค้าสูงขึ้นมาก
  • เกิดข้อผิดพลาดในการจัดการสต็อกบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ
  • ต้องการข้อมูลสต็อกที่แม่นยำและ Real-time เพื่อการตัดสินใจ
  • มีสินค้าหลากหลายประเภท ต้องการการจัดการที่ซับซ้อนขึ้น (FIFO/FEFO, Lot/Serial Tracking)
  • ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาและต้นทุนในคลังสินค้าอย่างจริงจัง
  • ต้องการเชื่อมต่อข้อมูลคลังสินค้ากับระบบอื่นๆ เช่น ระบบขาย ระบบบัญชี หรือ ERP
  • มีแผนขยายคลังสินค้า หรือมีคลังสินค้าหลายแห่ง

เลือกระบบ WMS อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ? และทำไมต้อง cnetthailand?

การเลือกระบบ WMS ที่เหมาะสมต้องพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งขนาดธุรกิจ ความซับซ้อนของสินค้า งบประมาณ ความต้องการในการเชื่อมต่อ และการบริการหลังการขาย

cnetthailand เข้าใจความท้าทายของผู้ประกอบการไทย เราไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายซอฟต์แวร์ แต่เราคือ พันธมิตร ที่พร้อมมอบโซลูชันระบบคลังสินค้าอัจฉริยะ WMS ที่ครบวงจรและปรับให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ ด้วย

  • ประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาทำให้เราเข้าใจปัญหาและนำเสนอแนวทางแก้ไขที่ดีที่สุด
  • ผู้นำตลาดในญี่ปุ่น 11 ปีซ้อน การันตีคุณภาพและประสิทธิภาพของระบบที่ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจชั้นนำ
  • ระบบ WMS เต็มรูปแบบ พร้อมอุปกรณ์ เราให้บริการทั้งซอฟต์แวร์ โปรแกรมระบบคลังสินค้า WMS ที่มีฟังก์ชันครบครัน และฮาร์ดแวร์ที่จำเป็น เช่น Handheld Scanner, Barcode Printer, RFID Reader
  • ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ พร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบระบบ ติดตั้ง และบริการหลังการขาย เพื่อให้มั่นใจว่าระบบ WMS จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของคุณได้อย่างแท้จริง
  • โซลูชันที่ปรับได้ (Customizable) เราสามารถปรับแต่งระบบให้เข้ากับกระบวนการทำงานเฉพาะของแต่ละธุรกิจได้

การจัดการคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จของธุรกิจระบบ WMS คือเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดต้นทุน และยกระดับการบริการลูกค้า อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้น การสอนคุมสต็อกสินค้าด้วยโปรแกรม Excel อย่างถูกวิธีและมีวินัย ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างพื้นฐานการจัดการสต็อกที่เป็นระบบ

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในขั้นตอนไหนของการจัดการคลังสินค้า cnetthailand พร้อมเป็นที่ปรึกษาและนำเสนอโซลูชันที่เหมาะสมที่สุด ตั้งแต่การให้คำแนะนำการใช้ Excel ไปจนถึงการวางระบบ WMS เต็มรูปแบบ เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างยั่งยืน

ท่านใดที่กำลังมองหาระบบ WMS ที่ Cnetthailand เราเป็นบริษัทที่ให้บริการระบบจัดการคลังสินค้า WMS เต็มรูปแบบพร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัย โดยระบบคลังสินค้าอัจฉริยะ WMS ของเราสามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและธุรกิจแต่ละประเภท ด้วยประสบการณ์ด้านระบบ WMS กว่า 30 ปี และมียอดขายระบบคลังสินค้า WMS เป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่นต่อเนื่องกันถึง 11 ปี ให้เรา Cnetthailand ช่วยดูแลระบบคลังสินค้าของคุณนะคะ

สนใจติดต่อ

Tel : 02-821-5464

Line : @cnetthailand

Facebook : c net thailand co ltd